Home ภาพข่าวกิจกรรม เปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง(พศส.)ปี 2565

เปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง(พศส.)ปี 2565

by admin
211 views

สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2565 หัวข้อNext chapter for wealth :  เปิดโลกสร้างความมั่งคั่งสู่ความมั่นคง เป็นหัวข้อที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ และส่งเสริมศักยภาพสื่อในการทำหน้าที่และนำความรู้มาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต และ จัดการการเงินของตนเอง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสมาคมฯได้รับเกียรติจาก ดร.ทวีลาภ  ฤทธาภิรมย์  กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ โดยมี ดร.กอบศักดิ์  ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่และเลขานุการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บรรยายพิเศษหัวข้อ “Economic Turbulence 2020 เศรษฐกิจวิกฤตซ้อนวิกฤตต้องรับมืออย่างไร โดยมี คุณจิตวดี  เพ็งมาก นายกสมาคมฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ และผู้เข้าร่วมอบรมถ่ายภาพร่วมกัน ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ธนาคารกรุงเทพ ส่งสัญญาณการเงินโลกผันผวนหนักเศรษฐกิจติดลบ
เชื่อปีนี้ไทยขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง รวม 0.75% สกัดเงินเฟ้อ-บาทอ่อน
แนะเร่งเครื่องภาคท่องเที่ยว-ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน-ดึงต่างชาติลงทุนไทย

ธนาคารกรุงเทพ ชี้เศรษฐกิจโลกผันผวนหนัก เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต พลังงาน-อาหาร-เงินเฟ้อ-ราคาสินทรัพย์ เชื่อไทยเตรียมขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง อีก 3 ครั้ง รวม 0.75% ไปอยู่ที่ 1.25% ในปลายปีนี้

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และเลขานุการบริษัท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวในการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Economic Turbulence 2022 เศรษฐกิจ วิกฤตซ้อนวิกฤตต้องรับมืออย่างไร” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2565 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่มีปัญหาในลักษณะวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลถึงวิกฤตด้านราคาพลังงานและวิกฤตอาหารโลก อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูงทั่วโลก ทั้งเป็นแรงกดดันสำคัญให้ธนาคารกลางในประเทศต่าง ๆ ต้องเร่งพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นำโดยธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ที่ต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปถึง 3.80% เป็นอย่างน้อย เพื่อแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ และปัญหาสภาพคล่องจำนวนมากที่เคยอัดฉีดเข้ามาก่อนหน้านี้ด้วยการดึงสภาพคล่องออกจากระบบ จึงส่งผลต่อความผันผวนของราคาสินทรัพย์และตลาดการเงินโลก ขณะเดียวกัน การขึ้นดอกเบี้ยจะยิ่งกระทบกับเศรษฐกิจในตลาดที่เพิ่งเกิดใหม่ (Emerging Market) โดยเฉพาะประเทศที่มีภาระหนี้ต่างประเทศค่อนข้างสูง ดังที่เริ่มเห็นสถานการณ์ในศรีลังกา สปป.ลาว และเมียนมาร์ จึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจติดลบ หรือ Recession ได้ในระยะ 1-2 ปีนี้

ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศไทย นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า แม้จะมีสถานการณ์ที่ดีขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ภาคการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว แต่ยังคงมีปัจจัยความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อที่ทำให้ราคาสินค้าและต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น ภาคการส่งออกเริ่มเติบโตชะลอลงจากกำลังซื้อของประเทศปลายทาง และความผันผวนในตลาดการเงินโลกที่กระทบต่อภาคการลงทุนและอัตราแลกเปลี่ยน จึงประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ครั้งละ 0.25% ในการประชุม กนง. ปีนี้ที่ยังเหลืออีก 3 ครั้ง ซึ่งคาดว่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทยอยปรับขึ้นจากปัจจุบันที่ 0.50% ไปเป็น 1.25% ในช่วงปลายปีนี้

“ปัจจุบันประเทศไทยกำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก อยู่ที่ 0.50% มาเป็นระยะเวลานาน เพื่อพยุงเศรษฐกิจในช่วงการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 เมื่อเทียบกับช่วงที่เคยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในรอบที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยนโยบายในเวลานั้นยังอยู่ที่ 1.25% ดังนั้น ตอนนี้ปัจจัยเรื่องโควิด-19 เริ่มคลายลงแล้ว เศรษฐกิจเริ่มฟื้นคืน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันปัจจัยใหม่ที่เข้ามามีน้ำหนักมากขึ้นแทนคือ อัตราเงินเฟ้อสูง ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงค่อนข้างมาก และเงินสำรองระหว่างประเทศที่เริ่มลดลงมาพอสมควร จึงน่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณากำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงครึ่งหลังของปีนี้”

นายกอบศักดิ์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์ความผันผวนในตลาดการเงินโลก รวมถึงภาวะเศรษฐกิจติดลบ จะยังคงดำเนินไปอีกระยะหนึ่ง อาจเกิดผลกระทบเป็นระลอก ซึ่งประเทศไทยยังมีเวลาเตรียมตัวอีกประมาณ 1 ปี เพื่อตั้งรับสถานการณ์ดังกล่าว โจทย์สำคัญคือ ต้องมองหาเครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่เข้ามาทดแทนภาคการส่งออก การบริโภคในประเทศ และไทยเที่ยวไทย ที่ไม่น่าจะมีกำลังมากพอแล้ว โดยแนะนำให้โฟกัสที่ภาคการท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่กำลังเติบโตขึ้น การลงทุนโครงสร้างพื้นที่อนุมัติมาก่อนหน้านี้แล้ว ควรขับเคลื่อนและดำเนินการลงทุนอย่างจริงจัง รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) ที่มองว่าอาเซียนน่าจะเป็นพื้นที่ที่มีความน่าสนใจมากสำหรับนักลงทุนที่กำลังหาทางเลือกอื่น นอกเหนือจากจีนและยุโรปที่กำลังมีปัญหา./