ประกวดบทความ
logo สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ

The Economic Reporters Association
สมัครสมาชิก

โครงการประกวดบทความข่าวเชิงวิเคราะห์ “รางวัลบทความป๋วย อึ๊งภากรณ์”

หลักการและเหตุผล

                 โครงสร้างเศรษฐกิจในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขของการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งมีซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลกระทบกับผู้คนในวงกว้างมากขึ้น ดังนั้นข่าวเศรษฐกิจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาข่าวเศรษฐกิจยังได้รับความสนใจจากสังคมในวงจำกัด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจของผู้คนที่มองว่าข่าวเศรษฐกิจเป็นเรื่องไกลตัว   อีกประการหนึ่งมากจากการนำเสนอข่าวสารทางด้านเศรษฐกิจยังไม่เป็นที่น่าสนใจพอที่จะให้คนทั่วไปหันมาอ่านข่าวเศรษฐกิจ

                สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จึงมีแนวคิดที่จะจัดโครงการประกวด “บทความข่าวเชิงวิเคราะห์”ประจำปี 2555 ซึ่งเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะในการนำเสนอข่าวด้านเศรษฐกิจ เพื่อคนในสังคมส่วนใหญ่ได้หันมาให้ความสนใจกับข่าวเศรษฐกิจมากขึ้น โดยบทความที่ได้จากโครงการนี้จะได้รับการเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อต่างๆ ทั้งในส่วนที่ดำเนินการโดยสมาคมฯ และสื่อต้นสังกัดของสมาชิก ซึ่งจะทำให้สังคมได้รับรู้เกี่ยวกับข่าวเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

รายละเอียดโครงการ

                ความหมายของ “บทความข่าวเชิงวิเคราะห์”คือ บทความที่มีรายละเอียดข้อมูลรองรับหรือสนับสนุนการวิเคราะห์ประเด็นหลักอย่างรอบด้าน และข้อมูลเหล่านั้นต้องมีแหล่งที่มาชัดเจน

                1. ลักษณะประเด็นบทความ

                ทั้งนี้โครงการฯ เปิดกว้างในประเด็นหลักของบทความที่ส่งเข้าประกวด โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นประเด็นข่าวเศรษฐกิจเท่านั้น เพื่อให้สอดรับกับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสมาคมฯ ที่ระบุไว้ว่าจะส่งเสริมวิชาชีพสื่อมวลชนสายข่าวเศรษฐกิจ

                โครงการนี้เปิดกว้างให้สมาชิกทุกสายข่าวได้ส่งผลงานเข้าประกวด เพราะปัจจุบันข่าวเศรษฐกิจทุกสายข่าวมีความเกี่ยวพันกันทั้งสิ้น บทความที่ส่งเข้าประกวด ต้องวิเคราะห์วิจารณ์ประเด็นหลักได้อย่าง  รอบด้านและตรงประเด็นที่สุด รวมทั้งเป็นประเด็นที่มีคุณประโยชน์ต่อสังคมสูงสุด

                2. คุณสมบัติผู้ส่งบทความเข้าประกวด

                                2.1  เฉพาะสมาชิกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ

                                2.2  ส่งบทความในนามบุคคล หรือกลุ่มไม่เกิน 3 คน

หลักเกณฑ์การตัดสิน

                1. บทความที่วิเคราะห์วิจารณ์ประเด็นหลัก (หัวข้อบทความ) ได้อย่างรอบด้านและตรงประเด็นที่สุด

                2. เป็นบทความที่สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม

                3. เนื้อหาง่ายต่อการทำความเข้าใจ

                4. คำตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

                5. คณะกรรมการตัดสินจะไม่ทราบว่าบทความเรื่องนั้นเป็นของใคร

เงื่อนไขการส่งประกวดชิ้นงาน

                ทั้งนี้ เนื่องด้วยสมาชิกของสมาคมฯประกอบด้วยสื่อทุกสาขา โดยหลักๆ ประกอบด้วยสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และเว็บไซด์ ดังนั้นเพื่อเปิดกว้างให้สมาชิกในทุกสื่อได้แสดงความสามารถ จึงได้แบ่งเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การตัดสินตามความเหมาะสมของสื่อแต่ละประเภท ดังนี้

                สื่อสิ่งพิมพ์   กำหนดว่าบทความที่ส่งเข้าประกวดต้องมี เนื้อหาความยาวไม่เกิน 5หน้ากระดาษ A4  (ไม่รวมตาราง/ภาพประกอบ) ตัวพิมพ์ขนาด 16 ตัวอักษรปกติ  ต้องประกอบไปด้วยเอกสารอ้างอิง แหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ประเด็นทั้งหมด

                สื่อโทรทัศน์  เป็นชิ้นงานเทปโทรทัศน์ ความยาวไม่เกิน 5 นาที และเอกสารคำบรรยายพร้อมเอกสารอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล

                สื่อวิทยุ  ส่งเป็นเทปเสียงความยาวไม่เกิน 5 นาที และเอกสารคำบรรยาย พร้อมแหล่งที่มาของข้อมูล

                สื่อเว็บไซต์  ส่งเป็นเอกสารความยาวไม่เกิน 5หน้ากระดาษ A4 (ไม่รวมตาราง/ภาพประกอบ) ตัวพิมพ์ขนาด 16 ตัวอักษรปกติ และเอกสารอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล

                ผลงานที่ส่งสามารถเป็นผลงานที่เขียนขึ้นใหม่ หรือเป็นผลงานที่เคยตีพิมพ์มาแล้วในช่วงเวลาที่กำหนด (ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการพิจารณา)

ระยะเวลาโครงการ

                โครงการนี้ กำหนดส่งผลงานเข้าประกวดอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 1ตุลาคม- 30ธันวาคม  โดยสมาชิกที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถส่งผลงานเข้าประกวด จากนั้นจะพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะการประกวดในเดือนมกราคม ปีถัดไป และจะมีพิธีมอบรางวัล ในวันประชุมใหญ่สามัญประจำปีปลายเดือนกุมภาพันธ์  ซึ่งสมาคมฯ จะนำผลงานที่ได้รางวัลยอดเยี่ยม หรือกรณีไม่มีรางวัลยอดเยี่ยมให้เอารางวัลที่ 1 ลงตีพิมพ์ในหนังสือรายงานประจำปี “ปูมข่าวเศรษฐกิจ”

รางวัลพร้อมใบประกาศนียบัตร

                สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจได้รับเกียรติจากสถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ มอบรางวัลให้กับผู้ได้รับรางวัลในการประกวด โดยใช้ชื่อว่า “รางวัลบทความป๋วย อึ๊งภากรณ์”ถือเป็นรางวัลที่มีเกียรติและทรงคุณค่าให้กับผู้ได้รับรางวัล ในแต่ละประเภทสื่อ ทั้ง สิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และ เว็บไซต์

ปฏิรูปโครงสร้างภาษี ลดความเหลื่อมล้ำ-คืนความเสมอภาคสู่สังคมไทย

ให้เรตสมาชิก

 

“ปฏิรูปโครงสร้างภาษี ลดความเหลื่อมล้ำ-คืนความเสมอภาคสู่สังคมไทย”
นายกมล ชวาลวิทย์
สำนักข่าวไทยพับลิก้า
 
ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้เป็นปัญหาใหญ่ที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับกลุ่มคนรวย จากข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ปี 2554 ระบุว่า “กลุ่มคนรวยที่สุดของประเทศประมาณ 10% ของจำนวนประชากร 64 ล้านคน คนกลุ่มนี้ครอบครองส่วนแบ่งรายได้ 38.41% ของรายได้ทั้งหมด ขณะที่คนจนที่สุดมีรายได้ต่ำกว่า 1.678 บาทต่อเดือน หรือ รายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนมีจำนวน 5.1 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 7.96% ของประชากรทั่วประเทศ” ความมั่งคั่งยังไปกระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มคนรวย 
ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลพยายามคิดค้นมาตรการแก้ไขปัญหาความยากจนหลายหลายรูปแบบ ส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการด้านการคลัง หรือ กึ่งการคลัง มุ่งอัดฉีดเม็ดเงินงบประมาณเป็นจำนวนมากลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาสให้กับคนยากจน 
หากไม่นับรวมเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น จริงๆการใช้กลไกทางด้านรายจ่าย ถือว่าเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ปัญหาใหญ่ คือ ขาดข้อมูล “คนยากจนคือใคร -อยู่ที่ไหน”  ทำให้การตัดสินใจดำเนินนโยบายประชานิยมเป็นไปในลักษณะของการ “เหวี่ยงแห”  ใช้จ่ายเงินงบประมาณเกินความจำเป็น คนรวยเข้ามาใช้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐ...
 
ดาวน์โหลดรายละเอียดบทความ

เหยียบคันเร่งการบริโภคบนกองหนี้ สมดุลเศรษฐกิจใหม่ที่เสี่ยงกว่าเก่า

ให้เรตสมาชิก

 

เหยียบคันเร่งการบริโภคบนกองหนี้ สมดุลเศรษฐกิจใหม่ที่เสี่ยงกว่าเก่า
 
        ความไร้เสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกในช่วงเวลากว่า 1 ขวบปี ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แม้ในด้านหนึ่งจะเป็นสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการปั่นผลงานของรัฐบาล ในการกระชากเศรษฐกิจไทยให้โตแรงโตเร็ว เหมือนอย่างที่คาดหวังกันไว้ 
        แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ถือเป็นเหตุผลที่ช่วยขับเน้นให้นโยบายการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ ที่ต้องการปรับสมดุลเศรษฐกิจ และลดความเสี่ยงของปัจจัยภายนอก จากการพึ่งพาการส่งออก มาเป็นการพึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเฉพาะการอุปโภคบริโภคนั้น ดูเป็นนโยบายที่ถูกที่ถูกเวลามากขึ้น
        ที่ผ่านมา หัวหน้าทีมเศรษฐกิจอย่าง "กิตติรัตน์ ณ ระนอง" รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ย้ำหนักแน่นหลายต่อหลายครั้งว่า รัฐบาลชุดนี้ต้องการปรับสมดุลเศรษฐกิจไทย จากที่พึ่งพาการส่งออก ซึ่งคิดเป็นมูลค่าราว 60-70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี) มาเป็นการพึ่งพาการบริโภคในประเทศมากขึ้น และจะเน้นการกระจายรายได้ มากกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยคาดว่าภายในเวลา 2-3 ปี จะปรับสมดุลเศรษฐกิจตามแนวทางที่วางไว้ได้
        โดยมาตรการในการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ ที่รัฐบาลพยายามจัดหนักจัดเต็มมาอย่างต่อเนื่อง หลังเข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนใหญ่จะมุ่งกระตุ้นไปที่การบริโภค ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มกำลังซื้อ ผ่านการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เป็น 300 บาทต่อวัน, การปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการที่จบปริญญาตรี เป็น 15,000 บาท รวมทั้งโครงการรับจำนำข้าว ในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดค่อนข้างมาก เพื่อหวังให้เกษตรกรมีรายได้ที่สูงขึ้น และเพิ่มการบริโภคมากขึ้น
        ตลอดจนการยอมเฉือนเนื้อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้บริโภค ผ่านโครงการต่างๆ หรือเปิดทางให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำได้สะดวกขึ้น อย่างเช่น โครงการบ้านหลังแรก และ โครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก...
 
ดาวน์โหลดรายละเอียดบทความ

หนี้บุคคลจ่อปากเหว ครัวเรือนติดกับ ประเทศติดหล่ม

ให้เรตสมาชิก

 

หนี้บุคคลจ่อปากเหว ครัวเรือนติดกับ ประเทศติดหล่ม
 
          รอบปี 2555 พลันประเทศผ่านพ้นความเลวร้ายจากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปลายปี 2554 ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนได้ใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูซ่อมสร้างความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม การใช้จ่ายอุปโภคบริโภคพลิกกลับคืนอีกครั้ง ปี 2555 จึงเป็นปีที่กำลังซื้อในประเทศหนุนอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ(จีดีพี) ซึ่งผนวกกับนโยบายประชานิยมของรัฐบาลกระตุ้นกำลังซื้อรายย่อยได้มาก ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)มั่นใจว่าเศรษฐกิจปี 2555 จะเติบโตประมาณ 5.7% 
การจับจ่ายใช้สอยในประเทศที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจในปี 2555 อาทิ นโยบายรถคันแรก บ้านหลังแรก และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(ซอฟท์โลน) เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ส่งผลให้ธุรกิจธนาคารพาณิชย์กลับมาคึกคัก โดยมีการประเมินว่าจบปี 2555 สินเชื่อธนาคารพาณิชย์ในประเทศจะเติบโตระหว่าง 13.5-14.5% เป็นการเติบโตในระดับเลข 2 หลักต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 3 ขณะที่ปี 2556  คาดว่าสินเชื่อทั้งระบบจะเติบโต 10-13% จากแรงส่งสินเชื่อรายย่อย โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรกที่ยังคาบเกี่ยวต่อเนื่อง...
 
ดาวน์โหลดรายละเอียดบทความ
 

เศรษฐกิจไทยใต้เงาประชานิยม – เส้นทางอันตรายสู่วิกฤตหนี้สาธารณะ

ให้เรตสมาชิก

 

เศรษฐกิจไทยใต้เงาประชานิยม – เส้นทางอันตรายสู่วิกฤตหนี้สาธารณะ
 
ในปี 2555 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรปซึ่งเริ่มส่งสัญญาณความตรึงเครียดมาตั้งแต่ต้นปี 2553 ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประเทศสมาชิกในกลุ่มยูโรโซนอย่างเป็นรูปธรรม หลายประเทศซึ่งมีระดับหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูง เช่น กรีซ อิตาลี สเปน และโปรตุเกส ต่างเผชิญกับปัญหาการว่างงานในอัตราสูง การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อมั่นเกี่ยวกับสถานะทางเศรษฐกิจ รวมทั้งมีการชุมนุมประท้วงต่อต้านการใช้มาตรการรัดเข็มขัดที่เข้มงวดของรัฐบาล (ภาคผนวกที่ 1 สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของประเทศต่างๆในยุโรป)...
 
ดาวน์โหลดรายละเอียดบทความ

ผู้ชายขายตัว : ผลิตผลของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ล้มเหลว

ให้เรตสมาชิก

 

ผู้ชายขายตัว : ผลิตผลของการพัฒนาเศรษฐกิจที่ล้มเหลว
 
1) บทนำ
ไม่ว่าจะเรียกพวกเขาว่า ผู้ชายขายตัว ผู้ชายขายน้ำ เด็กออฟ หรืออะไรก็ตาม แต่หากมองข้ามสิ่งที่เขาทำอยู่ แท้ที่จริงแล้วพวกเขาก็คือสมาชิกคนหนึ่งในสังคม เป็นประชากรกลุ่มหนึ่ง เป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญต่อการพัฒนาชาติ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างจึงทำให้พวกเขาเหล่านี้ต้องเผชิญกับภาวะสิ้นไร้ไม้ตอกและตัดสินใจก้าวเข้าสู่อาชีพที่สังคมเหยียดหยาม
แน่นอนว่าการค้าประเวณีเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 ระบุไว้ชัดเจนใน มาตรา 4 ว่า “การค้าประเวณี” หมายความว่า การยอมรับการกระทำชำเรา หรือการยอมรับการกระทำอื่นใด หรือการกระทำอื่นใดเพื่อสำเร็จความใคร่ในทางกามารมณ์ของผู้อื่น อันเป็นการสำส่อนเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใด ทั้งนี้ไม่ว่าผู้ยอมรับการกระทำ และผู้กระทำจะเป็นบุคคลเพศเดียวกันหรือคนละเพศ
ดังนั้น ไม่ว่าการค้าประเวณีจะเป็นชายหรือหญิงย่อมถือว่าผิดกฎหมายทั้งสิ้น แต่เหตุผลที่การค้าประเวณียังคงมีให้เห็นอยู่ดาษดื่น นั่นเป็นเพราะความหละหลวมในการบังคับใช้กฎหมาย รวมไปถึงปัญหาผลประโยชน์ของธุรกิจนอกกฎหมายซึ่งส่งผลให้การค้าประเวณียังปรากฏอยู่ทั่วไป...
 
ดาวน์โหลดรายละเอียดบทความ

ลงประกาศข่าว ฟรี!